9 อันดับ เมืองที่น่าเที่ยวใน อิตาลี มาแนะนำก่อนเดินทาง

เขียนโดย:มนัส รักจ้อย โพสเมื่อ: 7/9/2017 8:26:46 PM  8550


วันนี้เรามารวบรวม 9 อันดับ เมืองน่าเที่ยว ใน อิตาลี วางแผนก่อนที่จะเที่ยวกัน ในแต่ละเมืองมีความโดเด่น เอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความเป็นศิลปะวัฒนธรรม ทั้งเป็นแหล่งธรรมชาติ ผสมผสานกับอารยธรรมของโรมันโบราณ ที่ยังเก็บอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกโลทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม การรักษาทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของชาวอิตาลี เริ่มให้ความเคร่งครัดมากขึ้น มากขึ้นทุกที โดยมีมาตรการการคุมเข้ม การใช้ยวดยานพาหนะเข้าออก ที่มีผลกระทบกับความเสียหายของ โบราณสถาน ในเมืองสำคัญต่างๆ และได้ออกกฏระเบียบการบังคับ ZTL, zona traffico limitato or limited traffic zone ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่ ที่จะเข้าสู่โซนจำกัดนี้ ต้องซื้อใบอนุญาต ZTL นี้ เป็นการลดความแออัด หรือเป็นการหาเงินเพิ่มของรัฐบาล (5555..) ดังนั้นการเดินทางเที่ยวกับทัวร์ รถบัส ที่จะเข้าเมือง ก็ต้องจ่ายค่าผ่าน ZTL นี้ ในหัวเมืองสำคัญเกือบทุกที่นะครับ

9 เมืองที่น่าเที่ยวใน อิตาลี มาแนะนำควรรู้ก่อนไป

1.โรม (Roma) – เมืองหลวงของอิตาลีและในอดีตของจักรวรรดิโรมันจนกระทั่ง 285 AD

กรุงโรม เมืองน่าเที่ยว อิตาลีโรม (อิตาลี: Roma อ่านว่า โรมา; อังกฤษ: Rome) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลาซีโอและประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2.5 ล้านคน ถ้ารวมเมืองโดยรอบจะมีประมาณ 4.3 ล้านคน โดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับมิลานและเนเปิลส์ นอกจากนี้ โรมยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอีกด้วย
แคว้น แคว้นลาซีโอ
ก่อตั้ง    21 เมษายน 753 ปีก่อนคริสต์ศักราช
รัฐบาล - นายกเทศมนตรี    Giovanni Alemanno
เนื้อที่ - ทั้งหมด    1,285 km²  (496.1 ไมล์²)
 -รอบชานเมือง    5,352 km² (2,066 sq mi)
ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล    +20 ม. (66 ฟุต)
ประชากร (ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549)
 - เมือง    2,705,603 (1st)
 - ความหนาแน่นประชากร 2,105.5/กม.² (4,664.8/ตร.ม.)
 - ชานเมือง    4,013,057
 - เขตเมือง    5,493,308
เขตเวลา CET (UTC+1)
 - ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) CEST (UTC+2)

ประวัติศาสตร์ กรุงโรม

  โรมมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี สมกับคำที่พูดว่า "กรุงโรมไม่ได้สร้างแค่หนเดียว" ตั้งอยู่บนเนินเขาทั้งเจ็ดริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ตอนกลางของประเทศ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรในอดีตมากมาย เช่น ราชอาณา จักรโรมัน สาธารณรัฐโรมัน และจักรวรรดิโรมัน โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก และในอดีตได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันได้เป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีตั้งแต่ ค.ศ. 1870

ที่เที่ยว 8 แห่ง ใน กรุงโรม ที่ใครๆที่ต้องไป และไม่ควรพลาด

หาที่พักโรงแรม ใน กรุงโรม

หาตั๋วเครื่องบิน ไป กรุงโรม

2.Bologna – หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเทคโนโลยีและอาหาร

     "เมืองโบโลญญา" (Bologna) คือเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทางด้านท่องเที่ยวและเป็นเมืองหลวงของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) 1 ใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ในหุบเขาโป ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี โดยตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโปกับเทือกเขาแอเพนไนน์
Bologna เมือง ที่เที่ยว ในอิตาลี
     นอกจากนี้แล้ว เมืองโบโลญญายังเป็นหนึ่งในเมืองยุคกลางที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งในและชาวต่างชาติ ด้วยชื่อเสียงในเรื่องความสวยงาม และยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดคือ "Alma Mater Studiorum" นั่นจึงส่งผลให้เมืองโบโลญญาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในอิตาลีอีกด้วย

ที่เที่ยวแนะนำ ใน เมือง โบโลญญ่า

สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองโบโลญญานั้น สถานที่ท่องเที่ยวหลักที่คุณจะต้องไม่พลาดไปเยือน คือ การไปเยือน "เปียสซ่า มัจโจเล่" (Piazza Maggiore) จัตุรัสขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในใจกลางของส่วนเมืองเก่า ที่ล้อมรอบด้วยโบสถ์ซาน เปโตรนิโอ (Basilica of San Petronio) ซิตี้ฮอล ( City Hall ) ลานน้ำพุเทพเนปจูน (Fontana del Nettuno) และ อาคารปาลาซโซ เดล โพเดสตา (Palazzo del Podesta)
จากนั้นขอแนะนำให้คุณไปชม "หอคอยเดลี่ อสิเนลี่" (Tower of the Asinelli) "หอคอยการิเซนดา" (Tower of the Garisenda) ซึ่งบางครั้งมักนิยมเรียกกันว่า อาคารหอคอยคู่ (Two Towers) หรือ อาคารโบโลญญา (Towers of Bologna) เป็นสัญลักษณ์หลักของเมืองโบโลญญา ซึ่งคาดว่าถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1109 -1119 โดยหอคอยเดลี่ อสิเนลี่นั้นมีความสูงประมาณ 97.20 เมตร (330 ฟุต) ส่วนหอคอยการิเซนดานั้นมีความสูง ประมาณ 47 เมตร (162 ฟุต)

     ต่อมาขอแนะนำให้คุณไปเยือน มหาวิหารซาน เปโตรนิโอ (Basilica of San Petronio) เป็น 1 ใน5 มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมหาวิหารนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่เซนต์ เปโตรนิอุส (Saint Petronius) นักบุญอุปถัมภ์ที่มีชื่อเสียงของเมือง ภายในมหาวิหารยังเป้นที่ตั้งของนาฬิกาแดดที่ยังคงสามารถใช้งนได้จวบจนถึงปัจจุบัน

3.ฟลอเรนซ์ (Firenze) – เมืองเรอเนซองส์ที่รู้จักกันในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะที่มีอิทธิพลอันสำคัญทั่วโลก

 ฟลอเรนซ์ เที่ยว อิตาลี แนะนำก่อนเดินทาง

หากคุณหลงไหลความเก่าแก่ของเมือง หอศิลปะ อาคารบ้านเรือนยุคโบราณ จตุรัสลานกว้างๆ ถนน ตรอก ซอก ซอย เล็กๆ แนะนำให้คุณเดินเท้าเที่ยวชมเมืองนี้ มันจะได้รสชาดเต็มอิ่มและให้หน่ำใจ หากเมื่อยเหน็ดเนื่อยกับการเดิน หยุดหย่อนก้นกับร้านกาแฟ ที่ตั้งเรียงราย หรือคาเฟต์ จิป Espesso นั่งดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา จากทั่วโลก ก็หายเหนื่อยแล้ว

เรนเซ หรือ ฟิเรนเซ หรือ ฟลอเรนซ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นตอสกานาและจังหวัดฟีเรนเซ ใน ประเทศอิตาลี ระหว่าง ค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ. 1870 ฟีเรนเซก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ฟีเรนเซตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน มีประชากรประมาณ 400,000 คนและอีก 200,000 คนในบริเวณปริมณฑล ฟีเรนเซในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่เกิดของยุคเรอเนซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วยุโรป    ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟีเรนเซเป็นเวลานานคือตระกูลเมดิชิ (Medici) นอกจากนั้นฟีเรนเซก็ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟีเรนเซเป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ อีกทั้งศิลปินยุคนี้ย้อนกลับไปค้นหาความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของชาวกรีกและโรมันที่สูญหายไปเป็นพันปีในช่วงยุคกลาง แล้วนำกลับมาฟื้นฟูพัฒนางานสร้างอีกครั้งหนึ่ง มีการใช้คณิตศาสตร์มาช่วยคำนวณเพื่อการออกแบบด้านทัศนียภาพ
ใจกลางเมืองเก่าของฟีเรนเซได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)
 

4.เจนัว (Genova) – สาธารณรัฐทะเลยุคกลางที่สำคัญ; มีท่าเรือที่สำคัญนำไปสู่การท่องเที่ยวและการค้า พร้อมกับศิลปะและสถาปัตยกรรมของเมืองที่น่าสนใจมาก

เมือง เจนัว เป็นส่วนหนึ่ง Riviera ในอิตาลี ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบอิตาเลียนที่แท้จริงได้ที่นี่ ถนนเส้นเล็กๆ ของเมืองเต็มไปด้วยร้านอาหารธุรกิจครอบครัวที่ให้ลองชิมอาหารทะเลสดๆ และอาหารขึ้นชื่อของถิ่นนี้ที่เรียกว่า Pesto ตามรอยประวัติศาสตร์ของเมืองเจนัวที่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญและเมืองเกิดของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสขณะที่คุณเดินชมอาคารโบราณและเขตมรดกโลก
เจนัว ที่เที่ยว อิตาลี
แคว้น Liguria นั้นแทบไม่มีพื้นที่ว่างเปล่าเลยซึ่งรวมถึงเมืองหลวงของแคว้นอย่างเจนัวด้วย วิธีเดินสำรวจเมืองที่ง่ายที่สุดคือการเดินจากบนลงล่าง แหล่งช้อปปิ้งหลักและจัตุรัสสาธารณะของเมืองนั้นจะอยู่บนเนินเขา เดินลงเนินเขาผ่านเขตเมืองเก่ายุคกลางตามถนนคนเดินแคบๆ ที่เรียกว่า Caruggi คุณจะมาถึงถนนหลักที่ชื่อว่า Via Garibaldi ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 3 แห่งที่สำคัญของเมืองเจนัว ซึ่งอยู่ในปราสาทต่างๆ ได้แก่ Palazzo Bianco, Palazzo Rosso และ Palazzo Tursi

แวะ Porto Antico (ท่าเรือเก่า) เขตช้อปปิ้งที่สำคัญของเมืองในสมัยก่อน บริเวณนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นที่ตั้งของคาเฟ่ โรงภาพยนตร์และพิพิธภัณฑ์มากมาย หยุดแวะที่พิพิธภัณฑ์ Galata Sea Museum ที่คุณจะได้เรียนรู้เรื่องราวการเดินเรือของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสและนักสำรวจชื่อดังคนอื่นๆ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเจนัวซึ่งเป็นอะควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปก็ตั้งอยู่ในย่านท่าเรือเก่าแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนของท่าเรือที่ใหม่หน่อยก็จะเต็มไปด้วยเรือหาปลา เรือเฟอร์รีและเรือยอชต์หรูหราที่แล่นมาจาก Portofino ซึ่งอยู่ใกล้ๆ

ต้องแนะนำให้คุณนั่งรถเคเบิ้ล พาขึ้นเขาพร้อมกับชมทิวทัศน์ของเมืองและท่าเรือ และมีลิฟต์สาธารณะจาก Piazza del Portello พาคุณขึ้นไปยังบริเวณ Castelletto อันงดงาม โดยสถานีปลายทางนั้นก็เป็นหอคอยศิลปะแบบอาร์ตนูโวที่สวยงามไม่แพ้กัน ได้บรยากาศเย็นๆ สบายๆ

5.Milan (Milano) – หนึ่งในเมืองแฟชั่นที่สำคัญของโลก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจที่สำคัญที่สุดของอิตาลี

มิลาน เที่ยว อิตาลี
มิลาน
  เป็นเมืองสำคัญในภาคเหนือของประเทศอิตาลี หากจะคิดถึงการจัดงานนิทรรศการระดับโลก หรือเทศกาลงานแฟชั่น ต้องคิดถึงมิลาน สายการบินไทย มีเที่ยวบินตรงไปถึงที่นี่เลยทีเดียว เมืองมิลานตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี (Lombardy) เมืองมิลานมีประชากร ประมาณ 1,308,500 (ข้อมูลปี พ.ศ. 2547) โดยถ้ารวมบริเวณรอบนอกและเขตปริมณฑลจะมีประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งเรียกเขตทั้งหมดว่า ลากรันเดมีลาโน (La Grande Milano) มิลานมีพื้นที่ประมาณ 1,982 ตร.กม. ชื่อเมืองมิลาน มาจากภาษาเซลต์ คำว่า "Mid-lan" ซึ่งหมายถึง อยู่กลางที่ราบ มิลาน ทีโบสถ์ Cathedale ใจกลางเมืองที่สูงใหญ่เป็นเอกลักษณ์แห่งเมืองมิลาน

ผู้ที่หลงใหลงานศิลปะงานภาพเขียน The Last Supper ของลีโอนาร์โด ดาร์วินชี ตรงมาที่นี่

     เมืองมิลานมีชื่อเสียงในด้านแฟชันและศิลปะ ซึ่งมิลานถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชันในลักษณะเดียวกับ นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และ โรม นอกจากนี้มิลานยังเป็นที่รู้จักจากประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า ปาเนตโตเน (Panettone) อุตสาหกรรม ผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์ อัลฟา โรมีโอ รวมไปถึง สโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลาน และ สโมสรฟุตบอลเอซีมิลาน

 

6.Naples (Napoli) – หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลกตะวันตกโดยมีใจกลางเมืองเก่าแก่ที่เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก นี่เป็นสถานที่เกิดของพิซซ่า

เนเปิลส์ เที่ยวเมือง ฮิต อิตาลี
เนเปิลส์ หรือ นาโปลี
เป็นเมืองหลวงของแคว้นกัมปาเนียและจังหวัดเนเปิลส์ในอิตาลี มีชื่อเสียงในด้านความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศาสตร์การทำอาหาร เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในคาบสมุทรอิตาลีมาตลอด 2,800 ปีนับแต่ก่อตั้งเมืองขึ้นมา ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของอิตาลีติดกับอ่าวเนเปิลส์ กึ่งกลางระหว่างพื้นที่ภูเขาไฟสองแห่ง คือ ภูเขาไฟวิสุเวียส และกัมปีเฟลเกรย์
เนเปิลส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 800-900 ปีก่อนคริสตกาลในฐานะอาณานิคมกรีก จึงจัดว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แรกเริ่มนั้นมีชื่อว่า Παρθενόπη Parthenope ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Νεάπολις Neápolis (เมืองใหม่) จัดเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในพื้นที่ Magna Graecia โดยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรมกรีกไปสู่สังคมโรมัน ต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักทางวัฒนธรรมของสาธารณรัฐโรมัน โดยเวอร์จิล กวีภาษาละตินที่มีชื่อเสียง ก็ได้เคยศึกษาวิชาที่เนเปิลส์และต่อมาก็ได้อาศัยอยู่ที่บริเวณชานเมือง ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ เนเปิลส์ได้รับสืบทอดอิทธิพลทางศิลปะและสถาปัตยกรรมจากอารยธรรมต่างๆ มากมาย รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เด่นชัดที่สุดที่ยังคงพบได้ในปัจจุบันถือกำเนิดมาจากยุคกลาง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา และสมัยบาโรก

ใจกลางเนเปิลส์เป็นศูนย์กลางเมืองทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (1,700 เฮกตาร์ หรือ 17 ตารางกิโลเมตร) และได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมือง เนเปิลส์เคยมีฐานะเป็นเมืองหลวงของ Duchy และอาณาจักรต่างๆ มากมาย รวมทั้งเคยเป็นเมืองหลวงของ Crown of Aragon และยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญ (โดยเฉพาะในสมัยของลัทธิมนุษยนิยมเรอเนสซองซ์ และตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึง 19) อิทธิพลของเมืองได้แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนในยุโรปไปจนถึงนอกทวีป[8] และรอบเมืองก็เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญต่างๆ (เช่น พระราชวังกาแซร์ตา ปอมเปอี และเฮอร์คิวเลเนียม) ซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อเนเปิลส์ในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม
เนเปิลส์เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรเนเปิลส์ตั้งแต่ พ.ศ. 1825 ถึง พ.ศ. 2349 ต่อมาได้ถูกผนวกอาณาจักรเข้ากับราชอาณาจักรซิซิลี และกลายเป็นเมืองหลวงของ Kingdom of Two Sicilies จนกระทั่งอาณาจักรต่างๆ บนคาบสมุทรถูกผนวกรวมเป็นประเทศอิตาลีเมื่อ พ.ศ. 2404 ซึ่งหลังสงคราม Neapolitan ฝ่ายเนเปิลส์ก็ได้สนับสนุนการรวมประเทศนี้อย่างเต็มที่
ภายในอาณาเขตการปกครองของเนเปิลส์มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน แต่จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ระบุว่าเขตมหานครของเนเปิลส์มีประชากรมากเป็นอันดับสอง (รองจากมหานครมิลาน ซึ่ง Svimez Data ระบุว่ามีผู้อยู่อาศัย 4,434,136 คน ขณะที่สถาบัน Censis ระบุว่ามี 4,996,084 คน)) หรือสาม (ตามข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา มีผู้อยู่อาศัย 3.1 ล้านคน) ของอิตาลี นอกจากนี้ยังเป็นมหานครที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในอิตาลี

สถานที่เที่ยวใน เนเปิลส์ ที่แนะนำ

7.ปิซา เป็นสาธารณรัฐแห่งการเดินเรือในยุคกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอเอนเมืองปิซา ที่คุณจะพลาดไม่ได้

ปิซา (Pisa) อยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โนเป็นเมืองหลวงของจังหวัดปิซาอยู่ในแคว้นตอสกานา ประเทศอิตาลี อยู่ทางตะวันตกของเมือง ฟีเรนเซ (ฟลอเรนซ์) ประมาณ 100 กิโลเมตร และทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เซียนนาประมาณ 130 กิโลเมตร จตุรัสดูโอโมแห่งปิซา แห่งเมืองปิซาได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1987
ปิซ่า เมืองห้ามพลาด อิตาลี

หอเอนเมืองปิซา

 หอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร
การสร้าง
เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี  หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา
ประวัติ
กาลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกมี่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป้นตามที่กาลิเลโอคาดไว้ ในปี ค.ศ.1934 เบนิโต มุสโสลินี พยายามจะทำให้หอกลับมาตั้งฉากดังเดิม โดยเทคอนกรีตลงไปที่ฐาน แต่กลับทำให้หอยิ่งเอียงมากขึ้นไปอีก  ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซี ใช้หอเอนเมืองปิซาเป็นหอสังเกตการณ์ แต่ทหารอเมริกันตัดสินใจไม่ยิงปืนใหญ่ใส่หอเอนเมืองปิซา วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลี พยายามหยุดการเอียงของหอเอนปีซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตัน ค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา
     ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1990 หอเอนเมืองปิซาถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และระฆังในหอระฆังที่อยู่บนยอดของหอเอนเมืองปีซาถูกถอดออกเพื่อลดน้ำหนักของหอ และใช้สายเคเบิลดังรั้งไว้ ลากยาวออกไปกว่า 100 เมตร บ้านเรือนในบริเวณหอเอนเมืองปิซาถูกรื้อออกเพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังขุดดินของอีกด้านหนึ่งออก เพื่อให้สมดุลยิ่งขึ้น และในวันที่ 15 ธันวาคม 2001 หอเอนเมืองปิซาถูกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้ง และถูกประกาศว่าสมดุลแล้วใน 300 ปีต่อมาหลังจากเริ่มทำการปรับปรุง
ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศโดยยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย

จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา

 กัมโป เดย์ มีราโกลี (Campo dei Miracoli) หรือ ที่ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในชื่อ จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา คือบริเวณที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ใจกลางเมืองปิซา แคว้นทัสเคนี ประเทศอิตาลี ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก 4 อย่าง ได้แก่ มหาวิหารปิซา (Duomo) หอเอน (Torre) หอศีลจุ่ม(Baptistery) และ สุสาน (Camposanto)
ส่วนคำว่า "กัมโป เดย์ มีราโกลี" นั้นแปลว่า "จัตุรัสอัศจรรย์"

8.Turin (Torino) – เมืองอุตสาหกรรมและประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันดีเมืองหลวงแรกของอิตาลีและบ้านของ FIAT เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงด้านอาคารพิสดารจำนวนมาก

ตูริน เมืองแนะนเที่ยว อิตาลี
ตูริน Turin เป็นเมืองหลวงสมัยใหม่แห่งแรกของอิตาลี และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2006 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเช่น ฟลอเรนซ์ หรือ โรม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Po ที่ไหลผ่านเมือง จากเนินเขาอันงดงามที่สามารถมองเห็นเมือง และวิลล่าอันน่ารื่นรมย์ ที่กระจัดกระจายไปทั่ว และล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาแอลป์ของอิตาลี ที่มองเห็นในระยะไกล นี่คือเหตุผลที่สถาปนิกชื่อดังอย่าง เลอกอร์บูซีเยร์ ได้กำหนดเมืองตูรินว่าเป็น "เมืองที่มีสถานที่ทางธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก"

Turin เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม บริษัท รถยนต์ FIAT ตั้งอยู่ที่นี่: 'T' ในชื่อย่อมาจาก Torino (F I A T = Fabbrica Italiana Automobili Torino ซึ่งแปลว่า: Italian Automobile Factory Turin) นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมและการเมืองในอิตาลี

ผู้คนยกย่องให้ ตูริน เป็นเมืองหลวงของบาโรกในยุโรป: พระราชวังและโบสถ์หลายแห่งถูกสร้างขึ้นในรูปแบบนี้ในช่วงราชอาณาจักรซาวัว มันไม่ได้เป็นเมืองอิตาเลียนทั่วไป ซึ่งมีอาคารสีแดงและสีเหลือง: มันมีความเป็นฝรั่งเศส อยู่มากขึ้นมากที่เรียกว่า "ปารีสน้อย"; ถนนกว้างกับอาคารสีขาวทำให้ใจกลางเมืองคล้ายกับปารีส รอบ ๆ เมืองรายล้อมไปด้วยโบสถ์ และมีปราสาทบางแห่ง สร้างขึ้นบนยอดเขา และบางแห่งสร้างหลบอยู่ในสวนมีทิวทัศน์ที่น่าสนใจมากมาย Turin ยังมีบรรยากาศที่เป็นชนชั้นสูง - ศูนย์แห่งนี้เต็มไปด้วยร้านกาแฟคาเฟ่ศตวรรษที่ 19 ที่หรูหราซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ และประกอบไปปด้วย ร้านอาหารที่มีชื่อเสียง และโบสถ์ขนาดใหญ่

9.Venice (Venezia) – เมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลีที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ศิลปะและคลองที่มีชื่อเสียงระดับโลก

เวนิส ได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)
เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต เมืองเวนิส ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ มีผู้อยู่อาศัยโดยประมาณ 272,000 คน ซึ่งนับรวมหมดทั้งเวนิส โดยมี 62,000 คนในบริเวณเมืองเก่า 176,000 คนในเทอร์ราเฟอร์มา (Terraferma) และ 31,000 คนในเกาะอื่นๆ ในทะเลสาบเมืองเวนิส มีถนนและรางรถไฟจากแผ่นดินใหญ่ไปถึงเกาะแล้วจอด ไปต่อไม่ได้เพราะไม่มีถนนให้รถวิ่ง ผู้คนสัญจรโดยทางน้ำหรือเดินเท่านั้นจริงๆ เวนิสประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ประกอบกันขึ้นเป็นลากูน (lagoon) ผืนน้ำที่คั่นระหว่างเกาะต่างๆ ก็คือสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นคลองทำสะพานเชื่อมถึงกันจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วพื้นดินทั้งหลายนั้นแท้จริงแล้วเป็นเกาะใหญ่น้อยมาร้อยรวมกันเสมือนผ้าผืนใหญ่ที่อยู่กลางน้ำ เมื่อออกจากสถานีรถไฟ จะเห็นคลองใหญ่ที่ผ่ากลางเมืองเวนิสเรียกว่า Grand Canalหรือเรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า "คานาเล่ แกรนเด้"

เวนิส เมือง น่าเที่ยว อิตาลี
การเดินทางมาเวนิส

จากสนามบินมาได้ 3 ทาง คือ ทางรถบัส เรือ และรถไฟ  เมืองเวนิสมีสถานีรถไฟหลัก คือ Venezia Santa Lucia เป็นสถานีที่ผู้โดยสารสามารถมาลง ที่เมืองนี้จะมีบริการเรือเมล์ คล้าย ๆ เรือด่วนจ้าพระยาบ้านเรา มีหลายอัตราเที่ยวเดียว 6 ยูโร ถ้าเป็นแบบกี่เที่ยวก็ได้ภายใน 12 ชั่วโมงราคา 13 ยูโร มีอัตราแบบ 24 ชม. 48 ชม. 72 ชม.

นั่งเรือกอนโดลาที่สุดแสนจะโรแมนติก

เรือลำนึงนั่งได้ 6 คน หรือ 2 คน ราคาเดียวกัน 1 ชั่วโมง 83 ยูโร ไป 6 คน ก็ตกคนละ 14 ยูโร   
สะพานที่สวยที่สุดและโด่งดังที่สุดชื่อสะพานรีอัลโต้ (Ponte di Rialto) สองข้างทางขึ้นเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกน่าซื้อเต็มไปหมด มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ไว้นั่งเล่นชมวิว ของทุกอย่างในเวนิสสวยงามมีเอกลักษณ์ แต่ราคาค่อนข้างสูง

หาทัวร์ เที่ยว อิตาลี กับโปรแกรมเที่ยวยุโรป

หาที่พักโรงแรม อิตาลี

ห่ากท่านอ่านบทความนี้แล้ว มีประโยชน์ต่อท่าน ช่วยกด like กด share ให้เราด้วยจะได้เขียนบทความดีๆ มาให้ท่านอ่าน
โปรดติดตามตอนต่อไป กับบทความ ข้อมูลท่องเที่ยว