คู่มือเที่ยวอิตาลี กับเมืองยอดฮิตที่คุณจะเที่ยวได้อย่างประทับใจไม่มีวันลืม

เขียนโดย:มนัส รักจ้อย โพสเมื่อ: 7/8/2017 11:04:38 PM  7502


หา คู่มือเที่ยวอิตาลี ก่อนไหมที่จะเที่ยว กับเมืองยอดฮิตที่คุณจะเที่ยวได้อย่างประทับใจไม่มีวันลืม เพราะด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 48.6 ล้านคนในในปีหนึ่ง (ค.ศ. 2014) ประเทศอิตาลีจึงเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับห้า ผู้คนส่วนใหญ่เข้าชมประเทศอิตาลีในด้านศิลปะ, อาหาร, ประวัติศาสตร์, แฟชั่น และวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์, ฝั่งทะเลและชายหาดที่สวยงาม, ภูเขา และอนุสาวรีย์โบราณที่ล้ำค่า นอกจากนี้ ประเทศอิตาลียังมีมรดกโลกมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมของประเทศอิตาลีที่กำลังเติบโตและมีกำไรมากที่สุด ที่ทำรายได้โดยประมาณ 189.1 พันล้านยูโร ข้อมูลท่องเที่ยวที่รวบรวมมาให้ท่านใช้เป็นแนวทางในการเที่ยวอิตาลี อย่างไร ที่รู้เรื่องก่อนไปเยือน

การมาเยือนของนักท่องเที่ยวสู่ อิตาลี แบ่งตามประเทศ

มากันสิว่า ทำไมประเทศอิตาลี จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังที่นี่ ติดอันดับที่ 5 ของโลก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงประเทศอิตาลี สถิติในปี ค.ศ. 2014 เป็นพลเมืองของประเทศดังต่อไปนี้:

อันดับ ประเทศ จำนวน (คน)
1  เยอรมนี 10,531,441
2  สหรัฐ 4,732,116
3  ฝรั่งเศส 3,902,742
4  สหราชอาณาจักร 3,108,283
5  สวิตเซอร์แลนด์ 2,402,444
6  จีน 2,297,699
7  ออสเตรีย 2,212,556
8  เนเธอร์แลนด์ 1,914,225
9  รัสเซีย 1,785,000
10  สเปน 1,712,441
11  ญี่ปุ่น 1,309,943
12  เบลเยียม 1,118,179
13  โปแลนด์ 1,104,871
14  ออสเตรเลีย 866,552
15  บราซิล 762,845

ข้อมูลทั่วไปของ อิตาลี

เบื้องต้นเรามาทำความรู้จัก อิตาลี (Italy) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี (Italian Republic) (ภาษาอิตาลี: Italia, IPA: /i'talja/ ) เป็นประเทศในยุโรปใต้ ประกอบด้วยคาบสมุทรที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบูต และอีก 2 เกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลี (Sicily) และ เกาะซาร์ดีเนีย (Sardinia) และมีพรมแดนตอนเหนือในเทือกเขาแอลป์ ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย เป็นประเทศสมาชิกก่อตั้งของสหภาพยุโรป และเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ นาโต และกลุ่มจี 8
     มีประเทศอิสระ 2 ประเทศ คือ ซานมารีโน และนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นที่ของอิตาลี ในขณะที่เมืองกัมปีโอเนดีตาเลีย (Campione d'Italia) เป็นดินแดนส่วนแยกของอิตาลีที่ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมืองหลวง(และเมืองใหญ่สุด) คือ กรุงโรม
ภาษาราชการ
ภาษาอิตาลี1และมีภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง โดยเฉพาะบริเวณแคว้น Trentino-Alto Adige ที่ติดกับออสเตรีย และภาษาฝรั่งเศสในแคว้น Valle d’Aosta นอกจากนี้ สามารถใช้ภาษาสเปนกับชาวอิตาเลียนได้ อนึ่ง ในอิตาลีมีภาษาท้องถิ่น อาทิ TUSCAN dialect
รัฐบาล  สาธารณรัฐ
ประธานาธิบดี   จอร์จิโอ นาโปลีตาโน
นายกรัฐมนตรี  ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี
เนื้อที่
 -     ทั้งหมด    301,318 กม.² (ลำดับที่ 71)
-     พื้นน้ำ (%)    2.4
ประชากร
 -     พฤษภาคม 2550 ประมาณ    59,337,888 (อันดับที่ 23)
 -     ธันวาคม 2547 สำรวจ    58,103,033
 -     ความหนาแน่น 196.9/กม.² (อันดับที่ 54)
 -     GDP รวม    1.888 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 8)
 -     ต่อประชากร    32,319 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 20)
-     HDI (2546)  0.934 (สูง) (อันดับที่ 18)

สกุลเงิน  ยูโร (€)2 (EUR)
เขตเวลา  CET (UTC+1)
 -     ฤดูร้อน (DST)  CEST (UTC+2)
ศาสนา       คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (98%) แต่ให้เสรีภาพทุกศาสนาอิตาลีรับรอง สถานะพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการตั้งแต่มีนาคม ค.ศ. 2000
วันหยุดราชการ     
วันขึ้นปีใหม่, วัน Epiphany (6 ม.ค.), วัน Easter Sunday and Monday วัน Liberation Day (25 เม.ย), วันแรงงาน (1 พ.ค.), วัน Assumption (15 ส.ค.), วัน All Saints Day (1 พ.ย.),วัน Immaculate Conception (8 ธ.ค.), วัน Christmas (25-26 ธ.ค.)
ระบบไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือแบบ 220 โวลต์ บางที่จะเป็นปลั๊ก 2 ตา บางที่ก็อาจเป็นปลั๊กชนิด 3 ขา ควรเตรียม Adapter ชนิด Universal ไว้ก็ดี หากไม่มีไป ก็สามารถยืมจากที่พักโรงแรมได้ครับ
ปลั๊กไฟฟ้า ที่ใช้ใน อิตาลี

ภูมิประเทศ อิตาลี

แผนที่ ประเทศอิตาลีประเทศอิตาลีตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี ถูกล้อมรอบด้วยทะเลในทุก ๆ ด้านยกเว้นด้านเหนือ โดยอาณาเขตทางทิศเหนือติดต่อกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียอันมีเทือกเขาแอลป์กั้นแบ่ง ในเทือกเขาแห่งนี้มีภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตก คือภูเขามอนเตบีอังโก (อิตาลี: Monte Bianco) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เทือกเขาที่สำคัญอีกแห่งของอิตาลีมีชื่อว่า เทือกเขาแอเพนไนน์ (อิตาลี: Appennini) พาดผ่านจากตอนกลางสู่ตอนใต้ของประเทศ แม่น้ำที่ยาวที่สุดในอิตาลีคือแม่น้ำโป (Po) และแม่น้ำไทเบอร์ที่ไหลผ่านกรุงโรม อิตาลีมีดินแดนที่ราบลุ่มริมแม่น้ำราว 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยที่ราบลุ่มแม่น้ำโป ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นบริเวณพื้นที่ราบที่กว้างใหญ่ที่สุด อิตาลีมีเกาะมากมาย เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเกาะซิซิลี รองลงมาคือเกาะซาร์ดิเนีย ทั้งสองแห่งสามารถเดินทางได้โดยทางเรือและทางเครื่องบิน

ทางตอนเหนือของอิตาลีมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มากมาย เช่น ทะเลสาบการ์ดา โกโม มัจโจเร และทะเลสาบอีเซโอ เนื่องจากประเทศอิตาลีถูกล้อมรอบด้วยทะเล ดังนั้นจึงมีชายฝั่งทะเลยาวหลายพันกิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และนักท่องเที่ยวก็นิยมเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีอีกด้วย ประเทศอิตาลีมีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟมากอันดับหนึ่งของโลก เมืองหลวงของประเทศอิตาลีคือกรุงโรม และเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่นเมืองมิลาน ตูริน ฟลอเรนซ์ เนเปิลส์ และเวนิส และภายในประเทศอิตาลียังมีประเทศแทรกอยู่ 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ คือ ปรอท โพแทช (โพแทสเซียมคาร์บอเนต) หินอ่อน กำมะถัน แก๊สธรรมชาติ น้ำมันดิบ ปลาและถ่านหิน อิตาลีมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อม เช่น มลภาวะเป็นพิษจากอุตสาหกรรมและการสันดาป ชายฝั่งแม่น้ำเน่าเสียจากอุตสาหกรรม และสารตกค้างจากการเกษตร ฝนกรด การขาดการดูแลบำบัดของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินและโคลนถล่ม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในเวนิส

ภูมิอากาศ อิตาลี

ประเทศอิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ และอาจมีความแตกต่างจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนตามลักษณะพื้นที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่นเมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา มีลักษณะแบบอากาศภาคพื้นทวีปที่ค่อนข้างร้อนชึ้น (การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Cfa) พื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากฟลอเรนซ์เป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Csa) คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดเอาความร้อนและความชี้นเข้ามา พื้นที่ชายฝั่งของคาบสมุทรอิตาลีสามารถมีความแตกต่างกันได้มากจากระดับความสูงของภูเขาและหุบเขา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวในที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ภูมิภาคริมทะเลมีอากาศไม่รุนแรงในฤดูหนาว อากาศอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน และพื้นที่ต่ำกลางหุบเขามีอากาศค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

ประเทศอิตาลีมีฤดู 4 ฤดู

ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 0 °C (32 °F) บนเทือกเขาแอลป์ ถึง 12 °C (54 °F) บนเกาะซิซิลี และในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 °C (68 °F) ถึง 30 °C (86 °F) และอาจสูงกว่านี้ได้ในบางช่วง

ประวัติศาสตร์ของ อิตาลี

เรามาเรียนรู้ที่มาที่ไปของประเทศอิตาลีกันเสียก่อน รู้เขารู้เรา เราจะได้เข้าใจประเทศแห่งนี้ว่าเป็นอย่างไร เวลาเราไปท่องเที่ยว ดูสถานที่ต่างๆ เราจะได้เข้าใจเป็นเบื้องต้น แล้วจะเที่ยวได้อย่างสนุกและประทับใจ ทั้งวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ไม่ว่าการดำรงค์ชีวิต นิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ การกิน การอยู่ของผู้คนที่นี่ ซึ่งเป็นรากฐานจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ยุคโบราณ

     คาบสมุทรอิตาลีมีมนุษย์อาศัยตั้งแต่ยุคหินเก่า ดินแดนลุ่มแม่น้ำไทเบอร์เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 หมื่นปีที่แล้ว และด้วยอิตาลีนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอารยธรรมโบราณกล่าวคือ อารยธรรมมิโนนและไมซีเนียน อารยธรรมที่เกี่ยวพันกับอารยธรรมกรีกโบราณ อิตาลีเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมาช้านานและแผ่ขยายดินแดนอื่นๆ ในทวีปยุโรป
     ในช่วง 1,600 ปีก่อนคริต์ศักราช พวกอีตรัสกัน (Etruscan) จากเอเชียไมเนอร์ก็ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เป็นแคว้นตอสกานาในปัจจุบัน พร้อมกับนำอารยธรรมกรีกเข้ามาเผยแพร่ ส่วนพวกกรีกเองก็ได้เดินทางมาตั้งอาณานิคมชื่อว่า “แมกนากราเซีย” (Magna Graecia) ในตอนใต้ของอิตาลีใน 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณตั้งแต่เมืองนาโปลี จนถึงเกาะซิชิเลีย
     ในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช พวกอีตรัสกันได้มีอำนาจปกครองดินแดนตั้งแต่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอิตาลีตั้งแต่หุบเขาโป จนถึงบริเวณเมืองนาโปลี และดินแดนรอบๆ กรุงโรม ขณะเดียวกันชนเผ่าอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีก็รวมตัวกันจัดตั้งเป็น”นครรัฐขึ้น” เพื่อต่อต้านการขยายตัวและอำนาจของพวกอีตรัสกันและกรีก ชนเผ่าที่สำคัญในการต่อต้านอำนาจเหล่านี้ได้แก่พวกละติน หรือโรมัน ซึ่งเมื่อถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกละตินก็ได้มีอำนาจเหนือดินแดนอิตาลี เกาะซาร์ดิเนียและซิซิเลีย ทั้งหมดแล้ว
     ใน 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช โรมได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นระบอบจักรวรรดิ โดยมีจักรพรรดิออกตาเวียน (Octavian) เป็นจักรพรรดิพระองค์แรก นครหลวง
แห่งนี้ได้เจริญถึงขีดสุดและสามารถขยายอำนาจปกครองอิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรป และบริเวณรายรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการค้าและความเจริญในด้านวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ แทนกรีกที่ได้ถดถอยลง ระหว่างปี ค.ศ. 96 – 180 เป็นช่วงระยะ เวลาแห่งความเจริญรุ่งเรืองของจักรพรรดิที่ปกครอง 5 พระองค์ แต่หลังจากนั้น โรมต้องประสบปัญหาทั้งในทุกๆด้าน รวมไปถึงการรุกรานของพวกอนารยชน รวมทั้งการเสื่อมโทรมทางศีล ธรรมจรรยา ใน พ.ศ. 855 (ค.ศ. 312) จักรพรรดิคอนสแตนติน ทรงยอมรับคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งมีผลให้คริสต์ศาสนามีโอกาสได้เผยแพร่ไปทั่วดินแดนที่อยู่ใต้อานัติของโรม
     ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันและกรุงโรมได้ถูกพวกอนารยชนเยอรมันเข้าปล้นสะดม ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1019 (ค.ศ. 476) จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้ายก็ถูกพวกอนารยชนขับออกจากบัลลังก์ นับเป็นการสิ้นสุดจักรวรรดิโรมันตะวันตก ประวัติศาสตร์โลกสมัยโบราณ และโลกตะวันตกก็เข้าสู่ยุคกลาง

ยุคกลาง

ในช่วงต้นของยุคกลาง ดินแดนต่างๆ ในยุโรปได้ตกอยู่ในสภาวะระส่ำระส่ายที่บ้านเมืองขาดผู้นำ ระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมถูกทำลาย แต่ในขณะเดียวกันบิชอบแห่งโรม ก็ได้สามารถสถาปนาอำนาจสูงสุดในคริสตจักรซึ่งต่อมาคือ“สันตะปาปา” และสามารถจัดตั้งรัฐสันตะปาปา อีกทั้งยังเป็นผผู้สืบทอดอารยธรรมโรมันที่ยังหลงเหลืองให้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี แม้นครรัฐต่างๆ ในคาบสมุทรอิตาลีจะขาดเอกภาพทางการเมือง แต่นครรัฐเหล่านั้นยังเป็นศูนย์กลางของความเจริญมั่งคั่งและการฟื้นตัวของศิลปะและวัฒนธรรมของยุโรป
     ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 อิตาลีได้ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

ของอารยธรรมกรีกและโรมัน (ยุคเรอเนซองส์) และเป็นผู้นำของลัทธิมนุษยนิยม ในขณะที่ประเทศต่างๆในยุโรปยังตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบศักดินาหรือฟิวดัล แต่เมื่อเข้าปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 อิตาลีได้ตกเป็นสมรภูมิแย่งชิอำนาจงระหว่างฝรั่งเศส สเปน และออสเตรีย กล่าวคือเมื่อปี ค.ศ. 1494 พระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศสได้เปิดการโจมตีคาบสมุทร ซึ่งได้ดำเนินเรื่อยมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และการโจมตีเพื่อแย่งการเป็นเจ้าของระหว่างฝรั่งเศสและสเปน

ราชอาณาจักรอิตาลี (ค.ศ. 1861-1946)

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการชุมนุมของขบวนการชาตินิยม เพื่อต้องการรวมอิตาลีจนเป็นผลสำเร็จ โดยการนำของพระเจ้าวิคเตอร์เอมมานูเอลที่ 2 นับแต่นั้นมา อิตาลีจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์ เรื่อยมาจนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอิตาลี เมื่อมีการประกาศยกเลิกความเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนได้รับสมญานามว่าเป็น 1 ใน 4 มหาอำนาจ (The Big Four) ต่อมาสงครามได้ยุติลงด้วยชัยชนะของสัมพันธมิตร อิตาลีจึงได้ดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาครอบครอง
ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ ถูกนำมาใช้ในประเทศอิตาลีกว่า 20 ปี โดยการนำของเบนิโต มุสโสลินี ถึงแม้ว่าจะมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น จนกระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลีเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ มุสโสลินีจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งปีเอโตร บาโดลโย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนี จนได้รับชัยชนะ โดยมุสโสลินีถูกกลุ่มต่อต้านฟาสซิสต์จับกุม และถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในข้อหาทรยศต่อชาติที่เมืองมิลาน

สาธารณรัฐอิตาลี

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อิตาลียังคงมีพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 เป็นประมุขอยู่ ต่อมาพระองค์สละราชสมบัติให้กับพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ครองราชย์ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น ประชาชนต่างลงประชามติให้อิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1948 จนถึงปัจจุบัน

ภูมิประเทศ

ประเทศอิตาลีมีเทือกเขาสำคัญอยู่ 2 แห่งคือ เทือกเขาแอลป์ และ เทือกเขาแอพเพนไนน์

การเมืองการปกครองของ อิตาลี

     บริเวณที่เป็นอิตาลีในปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกรวมอยู่ในอาณาจักรโรมันตะวันตกในระหว่างศตวรรษที่ 1-5 จากนั้นกลายเป็นสมรภูมิหลายครั้งในความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสันตปาปาที่กรุงโรมกับจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (the Holy Roman Empire) ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของอิตาลีเริ่มรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าในศตวรรษที่ 11 และเสื่อมลงหลังศตวรรษที่ 16 แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 อิตาลีเข้าสู่ยุค Renaissance และได้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาการตลอดจนวรรณกรรมชิ้นเอกจำนวนมากที่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกยุคต่อมา อาทิ ผลงานของ Machiavelli, Boccaccio, Petrash, Tasso, Raphael, Botticelli, Michaelangelo และ Leonardo da Vinci ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการชาตินิยมที่นำไปสู่การรวมอิตาลีได้ทั้งหมด ในปี ค.ศ.1870 และจากนั้นมาจนปี ค.ศ. 1922 อิตาลีอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ที่มีรัฐสภาและการเลือกตั้งแบบจำกัด

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 อิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี แต่กลับมาเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงเกือบสิ้นสุดสงครามในปี ค.ศ. 1915 จึงได้รับดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาอยู่ใต้อิตาลี ในปี ค.ศ. 1922 Benito Mussolini ขึ้นมามีอำนาจกว่า 2 ทศวรรษต่อมา อิตาลีตกอยู่ใต้ระบอบ Fascism ซึ่งเรียกกันว่า “Corporate State” โดยยังมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐเพียงในนาม
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเข้าข้างฝ่ายอักษะ แต่หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ในปี ค.ศ. 1943 มุสโสลินีถูกกษัตริย์ปลดจากตำแหน่ง นายพล Pietro Badaglio ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และอิตาลีหันไปประกาศสงครามกับเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบกษัตริย์ถูกล้มเลิก และอิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1948 ซึ่งยังใช้มาจนปัจจุบัน

ระบบการเมืองการปกครอง รัฐธรรมนูญอิตาลีกำหนดให้อิตาลีมีรูปแบบการปกครอง ฅามระบอบสาธารณรัฐแบบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร และมีฝ่ายตุลาการแยกเป็นอิสระ
ประธานาธิบดี ได้รับเลือกตั้งจาก รัฐสภาและผู้แทนภูมิภาค (Regional Representatives) ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 7 ปี
ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นาย Giorgio Napolitano เป็นตำแหน่งประมุขของประเทศ มีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คัดค้านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และยุบสภา
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Silvio Berlusconi เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2551 เป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีเป็นสมัยที่ 3
     นายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐบาล (Council of Ministers) โดยได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดี ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บางทีเรียกว่า President of the Council of Ministers จึงอาจเกิดความสับสนได้
     ระบบการเลือกตั้งของอิตาลีในปัจจุบัน เป็นการลงคะแนนเสียงผสมระหว่างแบบเสียงข้างมาก (first-past-the post) ร้อยละ 75 และแบบสัดส่วนอีกร้อยละ 25 การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย. 49 อิตาลีได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นเวลา 2 วัน โดยมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 37.98 ล้านคน เท่ากับร้อยละ 83.6 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 45.43 ล้านคน โดยในส่วนของการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มพันธมิตรกลางซ้าย นำโดยนายโรมาโน โพรดี (Romano Prodi) ได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มพันธมิตรกลางขวา นำโดยนายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ (Silvio Berlusconi) นายกรัฐมนตรีคนก่อน โดยได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งร้อยละ 49.8 ต่อ ร้อยละ 49.7 ซึ่งมีผลให้กลุ่มพันธมิตรกลางซ้ายได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 348 ที่นั่ง ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรกลางขวาได้ 281 ที่นั่ง และมีพรรคอิสระได้ 1 ที่นั่ง ส่วนผลการเลือกตั้งวุฒิสภาอิตาลี กลุ่มพันธมิตรกลางซ้ายได้รับเลือกตั้งมากกว่ากลุ่มพันธมิตรกลางขวาเพียงสองเสียง โดยได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 50.2 ต่อ ร้อยละ 48.9 นับเป็นที่นั่งในสภา 158 ที่นั่ง ต่อ 156 ที่นั่ง โดยมีพรรคอิสระได้ 1 ที่นั่ง
     รวมทั้งได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ โดยเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าการรัฐ แทนนาย Azeglio Ciampi ซึ่งหมดวาระ ผลปรากฏว่านายจอร์จิโอ้ นาโปลิตาโน (Giorgio Napolitano) ได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 543 จาก 1010 คะแนน โดยนายนาโปลิตาโนได้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 49 และประธานาธิบดีคนใหม่ได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคือนายโรมาโน โพรดี ผู้นำกลุ่มพรรคพันธมิตรกลางซ้ายซึ่งเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีในระหว่างปี พ.ศ. 2539 -2541 และประธานกรรมาธิการสหภาพยุโรปในระหว่างปีพ.ศ. 2532-2537 การแต่งตั้งนายโพรดีและครม.ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 และ 23 พ.ค.49 ตามลำดับ

การเลือกตั้งของอิตาลีจะมีขึ้นทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้น

การเลือกตั้งของทั้ง 2 สภาจะมีขึ้นในเวลาเดียวกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี

     รัฐสภา รัฐสภาอิตาลีประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานรัฐสภาได้แก่ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) การบัญญัติกฎหมายใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภาวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกทั้ง 2 สภาคือ 5 ปี และการเลือกตั้งจะทำพร้อมกันทั้ง 2 สภา โดยจะมีขึ้น ทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากประธานาธิบดีไม่อาจสรรหานายกรัฐมนตรีที่สามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลให้ทั้ง 2 สภาให้ความเห็นชอบได้ การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 9 - 10 เมษายน 2549 (เลือก 2 วันโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนมาลงคะแนนมากขึ้น) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies/Camera dei Deputati) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 630 คน โดย 475 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 155 คนมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากแคว้นต่างๆ (regional proportion representation) ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งจะต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบันคือนาย วุฒิสภา (Senate/Senato della Repubblica) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 326 คน โดย 315 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไป (popular vote) จากแคว้น (regions) ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีวุฒิสมาชิกตลอดชีพอีกจำนวนหนึ่ง (ปัจจุบันมี 7 คน) ซึ่งจะแต่งตั้งจากบุคคลชั้นนำของสังคม ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบันคือนาย Franco Marini โดยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2549

การปกครองส่วนท้องถิ่น อิตาลีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 แคว้น

หรือภูมิภาค (regions) (และแบ่งเป็น 94 จังหวัด) ได้แก่ Abruzzo, Basilicata, Calabria,Campania, Emilia-Romagna,Fuiuli-Venezia Giulia, Lazio,Liguria, Lombardia, Marche,Molise, Piemonte, Puglia,Sardegna (Sardinia), Sicilia (Sicily)Toscana, Trentino-Alto Adige, Umbria, Valle d’Aosta, Veneto,โดยมี 5 แคว้นคือ Fuiuli-Venezia Giulia,Sardinia, Sicily, Trentino-Alto Adige, และ Valle d’Aosta ได้รับสถานะพิเศษตามรัฐธรรมนูญให้ปกครองตนเอง  ในแต่ละแคว้นจะมีองค์กรการปกครองหลักอยู่ 3 องค์กร คือ
- คณะมนตรีแคว้น (Regional Council) ทำหน้าที่ตรากฎหมายและระเบียบข้อบังคับในเขตอำนาจ
- คณะมนตรีกรรมการ (The Junta) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร
- ประธานคณะกรรมการ (The President of the Junta) ทำหน้าที่คล้ายนายกรัฐมนตรีในเขตอำนาจ แต่ทั้งนี้ ก็จะมีผู้แทนของรัฐบาลคนหนึ่งอยู่ประจำ ณ นครหลวงของแคว้นนั้นๆ คอยควบคุมดูแลการบริหารของรัฐบาลท้องถิ่นและทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง

เศรษฐกิจและการค้า

หน่วยเงินตรา ยูโร (Euro) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 47บาท (เมษายน 2550)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 1,727 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2549)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 30,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2549)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 2 (ปี 2549)

การค้า

ในปี 2549 อิตาลีเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 4 ในสหภาพยุโรป และอันดับที่ 21 ในโลก โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 0.24 โดยไทยส่งออก 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยได้ดุลอิตาลีอยู่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศ และนำเข้าผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรกล และเครื่องจักรไฟฟ้าจากประเทศอิตาลี

การลงทุน

ในปี 2549 การลงทุนของอิตาลีในไทย มีมูลค่ารวม 481.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19จากปี 2548 โดยเป็นด้านแร่ธาตุและเซรามิค 1 โครงการ อุตสาหกรรมเบาและเส้นใย ๒ โครงการ ผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร 3 โครงการ ด้านเคมีภัณฑ์และกระดาษ 1โครงการและด้านบริการ 2 โครงการ

การท่องเที่ยว อิตาลี

นักท่องเที่ยวอิตาลีมาไทยประมาณ 130,000 คนต่อปี โดยจำนวนขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจของอิตาลีและยุโรป ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปอิตาลีปีละประมาณ ๑๒,๓๕๐ คน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี

9 อันดับ เมืองที่น่าเที่ยวใน อิตาลี มาแนะนำ

มีหลายร้อยเมืองในอิตาลี นี่คือ 9 ของเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุด
  1. โรม (Roma) – เมืองหลวงของอิตาลีและในอดีตของจักรวรรดิโรมันจนกระทั่ง 285 AD
  2. Bologna – หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเทคโนโลยีและอาหาร
  3. ฟลอเรนซ์ (Firenze) – เมืองเรอเนซองส์ที่รู้จักกันในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะที่มีอิทธิพลอันสำคัญทั่วโลก
  4. เจนัว (Genova) – สาธารณรัฐทะเลยุคกลางที่สำคัญ; มีท่าเรือที่สำคัญนำไปสู่การท่องเที่ยวและการค้า พร้อมกับศิลปะและสถาปัตยกรรมของเมืองที่น่าสนใจมาก
  5. Milan (Milano) – หนึ่งในเมืองแฟชั่นที่สำคัญของโลก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจที่สำคัญที่สุดของอิตาลี
  6. Naples (Napoli) – หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลกตะวันตกโดยมีใจกลางเมืองเก่าแก่ที่เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก นี่เป็นสถานที่เกิดของพิซซ่า
  7. ปิซา เป็นสาธารณรัฐแห่งการเดินเรือในยุคกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอเอนเมืองปิซา ที่คุณจะพลาดไม่ได้
  8. Turin (Torino) – เมืองอุตสาหกรรมและประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันดีเมืองหลวงแรกของอิตาลีและบ้านของ FIAT เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงด้านอาคารพิสดารจำนวนมาก
  9. Venice (Venezia) – เมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลีที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ศิลปะและคลองที่มีชื่อเสียงระดับโลก
เดี๋ยวเราจะมาเจาะลึก การเที่ยวเมืองต่างๆ ในอิตาลี กันอีกครั้งนึง ในบทความต่อไป

การเดินทางเข้า ประเทศอิตาลี

อิตาลี เป็นกลุ่มประเทศในข้อตกลงเชงเก้น นั่นหมายความว่า เราจะเดินทางเข้าสู่ประเทศกลุ่มเชงเก้น โดยมีวีซ่าเชงเก้น ก็สามารถเข้าไปยังประเทศเหล่านี้ ได้โดยใช้วีซ่า ที่ได้รับจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่าานั้น ก็เดินทางไปได้ทั่ว และต้องเป็นวีซ่าประเภทเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง โดยทั่วไปแล้ว สถานทูตมักจะออกวีซ่าเชงเก้น เป็นแบบ Multiple สำหรับคนไทยเราต้อง ยื่นขอวีซ่าอีตาลี (เชงเก้น) ก่อนเดินทาง ควรเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน แล้วแต่ช่วง หากเป็นช่วงเทศกาล วันหยุดท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะ วันหยุดสงกรานต์ จะมีผู้ยื่นขอวีซ่า ก็นเป็นจำนวนมาก ข้อระวัง ความเผื่อเวลาล่วงหน้าไว้ให้มากขึ้น

การเดินทาง เครื่องบิน 

ประเทศอิตาลีมีสนามบินที่รองรับนักเดินทาง หลายเมือง ทั้งสนามบินอินเตอร์ และภายในประเทศ ท่านสามารถบินเข้าสู่สนามบินได้ ตามเมืองดังต่อไปนี้
  • Rome - มี 2 สนามบิน: Fiumicino (FCO - Leonardo da Vinci) and Ciampino (CIA) for budget airlines
  • Milan - มี 2 สนามบิน: Malpensa (MXP) and Linate (LIN); in addition, Bergamo (BGY - Orio al Serio) is sometimes referred to as "Milan Bergamo"
  • Bologna (BLQ – Guglielmo Marconi)
  • Naples (NAP - Capodichino)
  • Pisa (PSA - Galileo Galilei)
  • Venice (VCE – Marco Polo); in addition, Treviso (TSF - Antonio Canova) บางครั้งอาจเรียกว่า "Venice Treviso"
  • Turin (TRN – Sandro Pertini)
  • Catania (CTA - Vincenzo Bellini)
  • Bari (BRI - Palese)
  • Genoa (GOA - Cristoforo Colombo)

การเดินทาง โดย รถไฟ

  • จาก ออสเตรีย เริ่มจากเวียนนา แวะอินนส์บรูค และ วิลลาช
  • จาก ฝรั่งเศส จากเมืองนีซ Nice, ลียอง Lyon, และปารีส Paris
  • จากเยอรมัน เริ่มจาก มิวนิก
  • จาก สเปน เริ่มจาก บาเซโลน่า
  • จากสวิส เริ่มจาก บาเซิล, เจนีวา และซูริค
  • จาก สโลเวเนีย เริ่มจาก Ljubljana แวะ Opicina, หรือ Nova Gorica 
  • สำหรับในโรงแรม หรือที่บริการท่องเที่ยว

Do and Don't When Visiting Italy อะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ เมื่อไปเที่ยวอิตาลี

ควรพยายามฝึกพูดภาษา ชาวอิตาเลียน ซึ่งเขาจะชื่นชมกับความพยายามของเราอย่างมิตร แต่เขาอาจจะตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ตามพอสมควร แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ ตามแหล่งที่ท่องเที่ยว โรงแรม ภัตตาคาร ส่วนใหญ่ก็ใช้ภาษาอังกฤษได้  เคล็ดลับในการออกเสียงพยัญชนะตัว "c" - โปรดจำไว้ว่าตัวสะกด "c" ตามด้วย "i" หรือ "e" มีเสียง "ch" ภาษาอังกฤษ (เช่น ciao - เด่นชัด chow) ในขณะที่ "ch "ตามด้วย" i "หรือ" e "มีเสียงภาษาอังกฤษ" k " ดังนั้น che, ความหมายคือ "what" จะออกเสียง kay.
  • ควรคาดหวังว่าจะเดินเป็นจำนวนมาก - สวมรองเท้าที่สบาย - แต่พยายามหลีกเลี่ยงรองเท้าผ้าใบหากคุณไม่ต้องการโดดเด่นในฐานะนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่มีสไตล์ถ้าคุณต้องการให้เขากับคนอิตาเลียน พวกเขามีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของพวกเขา
  • ควรทำการจอง ถ้าคุณรู้ว่ามีร้านอาหารที่คุณอยากกิน ต้องโทรจองล่วงหน้า การจองเป็นเรื่องปกติที่ร้านอาหารที่ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมื้อค่ำ
  • อย่าแปลกใจ ที่คุณจะเจ้ากับธุรกิจห้างร้าน และสถานที่มีการแสดง จะปิดเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ระหว่าง เวลาในช่วง บ่าย 1 โมง ไปถึง 4 โมง ส่วนใหญ่ชาวอิตาเลียนพักสองชั่วโมงเพื่อกลับบ้าน ไปประทานอาหารกลางวัน ใช้เวลานี้เพื่อเพลิดเพลินให้คุณหาอาหารกลางวันสบาย ๆ ทาน ของคุณเอง
  • ควรแต่งตัวให้เหมาะสมเมื่อไปโบสถ์ เมื่อเข้าไปในคริสตจักรใด ๆ ในอิตาลีต้องแน่ใจว่า สวมใส่เสื้อผ้าไม่สั้น และให้ปกคลุมไหล่ เข้าไว้ เมื่อเข้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม จะมีการตรวจตราโดยเจ้าหน้าที่ อย่าพยายามใส่กางเกงขาสั้น หรือเสื้อเกาะอก นะครับ
  • ไม่ควรกินไป และโทรศัพท์มือถือไป ระหว่างชมพิพิธภัณฑ์และโบสถ์ อย่าใช้เสียงดัง
  • ไม่ควรเช่ารถด้วยเกียร์ธรรมดา (ทั่วไป) ควรจ่ายเงินเพิ่มให้เป็นเกียร์อัตโนมัติ แล้วคุณจะมีความสุขกับการขับ ในอิตาลีแน่ๆ
  • ควรถามเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Refund) เมื่อคุณซื้อสินค้ามากกว่า 155 ยูโรในร้านค้าเดียวกัน หากร้านค้ามีส่วนร่วมใน "Tax Free for Tourists" คุณจะได้รับภาษี 19% นี้เรียกว่า Imposta sul Valore Aggiunto หรือ IVA ซึ่งได้รับเงินคืนที่สนามบินระหว่างทางกลับบ้าน
  • ควรให้ทิปกับบริกร ในภัตตาคาร สัก 10 % ของยอดเงินใช้บริการ หากเขาบริการเราดี แม้ว่าจะมีการคิดค่าบริการเพิ่ม 10% -15% ในใบเสร็จของร้านอาหาร แล้วก็ตาม
  • ควรให้ทิปประมาณ 1 ยูโร หรือหากใช้บริการไกลๆ ก็ควรให้มากกว่านั้น ตามความเหมาะสม แก่คนขับแท็กซี่

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม(สอท.โรม)

Royal Thai Embassy Tel (3906) 8622-051
Via Nomentana 132, Fax (3906) 8622-0555
00162 ROME

หาที่พัก จองโรงแรม ในอิตาลี

จองตั๋วเครื่องบิน กับ CheckPriceTravel