เส้นทางสายไหม EP.1 เริ่มต้นเดินทางที่เมือง ซีอาน

เขียนโดย:ไกด์หมู พาเที่ยว โพสเมื่อ: 1/9/2018 2:13:08 PM  1460


เส้นทางสายไหม EP.1 เริ่มต้นเดินทางที่เมือง ซีอาน  เรื่องราวต่อไปนี้จะเป็นการบันทึเรื่องราวการนำคณะ 27 ท่านเดินทางท่องเที่ยว ตามรอยเส้นทางสายไหม ด้วยความปารถนาที่จะศึกษาเส้นทางสายพระธรรม ของพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย เข้ามาสู่ยังดินแดน จงหยวน หรือประเทศจีน โดยอาศัยเส้นทางขบวนคาราวานการนำสินค้าไปค้าขายกันมาในสมัยอดีตย้อนหลังไปกว่า 1600 - 2200 ปี ระหว่างประเทศจีน กับประเทศแถบตะวันตก โดยอีกนัยหนึ่งก็อาจจะพูดว่าเส้นทางที่เรากำลังจะเล่าเรื่องนี้ ก็คือเส้นทางตามรอยพระถั๋วซำจั๋ง (ละครไซอิ๋ว) ก็ว่าได้ โดยโปรแกรมการเดินทางของเราได้ออกแบบในความสะดวกสบายให้กลับคณะวัย สว. ล้วนๆ ซึ่งเป็นการริเริ่มโดยท่านพระภิกษุณีธัมมนันนา นามเดิม รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ หรือที่ติดปากลูก ๆ และศิษย์ว่า “หลวงแม่”  โดยได้รับการประสานงานจากพี่อัญชลี ลูกศิษย์หลวงแม่นั่นเอง ซึ่งก็เป็นเพื่อนกับ ดร.วันชัย อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมจุฬาลงกรณ์(ขออภัยที่ต้องเอ๋ยนามท่าน ซึ่งท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้การอุปการะเรียกใช้บริการทัวร์ของผมทุกปีโดยเฉพาะทัวร์ทางด้านดูงานสถาปัตย์) ได้คุยเริ่มต้นกันล่วงหน้ากันเนิ่นๆ กว่า 6 เดือนก่อนการเดินทาง จนได้ข้อสรุปโปรแกรมลงตัว สิ่งที่ตั้งเป้าไว้ว่าสถานที่สำคัญที่สุด เป้าหมายคือ "ถ้ำตุนหวง" ที่ท่านหลวงแม่คาดหวังไว้ ซึ่งมารู้ทีหลังหลวงแม่เล่าให้ฟังระหว่างเดินทางว่า ท่านได้รับหนังสือบันทึกที่เขียนเรื่องราวของถ้ำตุนหวง จากอาจารย์ฝรั่ง สมัยท่านศึกษาอยู่ที่ประเทศแคนนาดา และท่านก็ประทับใจและตั้งปณิธานว่า ชาตินี้จะขอไปเยี่ยมชม "ถ้ำตุนหวง" นี้ให้ได้ จนกระทั่งมาถึงในการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นจนได้รอมาร่วม 52 ปี มันเป็นเรื่องที่ผมฟังแล้วรู้สึกถึงอารมณย์ของคนรอคอยมันช่างนานเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ท่านก็เดินทางไปเกือบทั่วโลก และในเมืองอื่นๆ ประเทศจีนท่านก็เดินทางไปมาบ้างแล้ว แต่เส้นทางนี้มันช่างยากสำหรับท่านเหลือเกินจนท่านถึงวัย 74 ปีเข้าไปแล้ว

เส้นทางสายไหม ทริปนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนโรยกลีบดอกกุหลาบเสียแล้ว

เอ๊ะ!! ทำไมละ เมื่อเริ่มต้นสรุปจำนวนคนเดินทางไว้ในขอบเขตจำกัดว่าไม่ให้มากเกิน 26 ท่าน เพราะไม่ต้องการให้คนเดินทางมากจะดูแลกันไม่ไหว ที่กินที่เที่ยวจะต้องรอคอยกันเสียเวลากันมากเกินไป ก็เป็นอันว่าจบเรื่องตรงนี้ไปได้ด้วยดีแล้ว คราวนี้เราก็เริ่มต้นที่จะต้องขอวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวไปยัง สาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับชาวไทย ซึ่งปัจจุบันนี้เราจำเป็นต้องไปยื่นวีซ่าที่ตัวแทนของสถานทูตจีน ศูนย์บริการยื่นขอวีซ่าประเทศจีน อาคาร ธน ภูมิ ชั้น 5, ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน ประเด็นก็มีอยู่ว่า การไปเที่ยวประเทศจีน ณ ปัจจุบัน เราสามารถทำวีซ่าได้ 2 วีธี 

  1. วีซ่ากรุ็ป ทำโดยผ่านบริษัททัวร์ท้องถิ่นยื่นเรืองให้ที่ประเทศจีน แล้วส่งวีซ่า(เอกสาร) มาให้คณะเดินทางถือไปแสดงในวันเดินทางเข้าประเทศ
  2. วีซ่าทั่วไป ยื่นเรื่องที่กรุงเทพฯ ผ่านบริการศูนย์รับยื่นขอวีซ่าประเทศจีน

ทำให้เราได้รับการสอบถามจากผู้เดินทางเข้ามามากว่าจะต้องทำอย่างโน่น อย่างนี้ อย่างนั้น โดยอาศัยจากข้อมูล Social บ้าง โดยมีประเด็นว่า พระภิกษุ จะยื่นขอวีซ่าไม่ได้บ้างตอนนี้มีปัญหา จะยื่นยากบ้างเดี๋ยวไปไม่ได้? ได้วีซ่าแล้วตอนเข้าประเทศถูกกักตัวบ้าง? เอาละสิคราวนี้งานเข้า!!! บรรดาข้อมูลมากมายต่างหลั่งไหลกันเข้ามาแบบไม่ขาดสาย ว่าด้วยเรื่องวีซ่าของภิกษุณี (ไม่ใช่ภิกษุ) ที่จะเดินทางไปในทริปนี้ 4 รูป เราได้ตัดสินใจว่าเราจะเลือกการยื่นวีซ่าที่กรุงเทพฯ เท่านั่น เพราะหากเรายื่นแบบกรุ็ปที่เมืองจีนทำให้ จะต้องรอขบวนการการตอบรับวีซ่าได้ไม่เกิน 20 วันก่อนการเดินทาง ประเด็นนี้ตกไปทันทีเพราะเรายังมีเวลาอีก 3-4 เดือน เราไม่รอหรอก.... เพราะเราเป็นห่วงวีซ่า หัวหน้าคณะ(หลวงแม่) ถ้าไม่ได้วีซ่าขึ้นมาทริปนี้ไม่มีหัวหน้าคณะแล้วจะทำยังงัย??? เอาละเรายกหูถึงศูนย์บริการรับยื่นวีซ่าทันทีเพื่อปลดล็อค ได้รับการแนะนำจาก พนักงาน(1) ของศูนย์ได้เรื่องว่า หากการยื่นเรื่องขอวีซ่าขอพระ จะต้อง มีเอกสารจากโน่น นี่ นั่น (ตามปกติของ พระภิกษุ จะต้องมีหน้งสืออนุญาต จากสำหนักพุทธศานาเถระสมาคม,หนังสือจากวัด เป็นต้นเพิ่มเติม) คราวนี้เราแจ้งว่าท่านไม่ได้เป็นภิกษุ ท่านเป็นภิกษุณี ไม่ได้ขึ้นตรงกับทาง สำนักพุทธเถระสมาคม กฏหมายไม่มีการรองรับภิกษุณีในประเทศไทย (ได้ความรู้เพิ่มตอนนี้เอง) เอาแล้วสิ เอางัยถอยหลังไปตั้งหลักใหม่ หลังจากนั้นวันถัดมาเราขอแจ้งยื่นเรื่องของผู้เดินทางทั่วไปของทุกคน โดยภายใต้ บริษัท ฮอลิเดย์ไลฟ์ แทรเวล โดยยื่นไปครั้งแรกเลยสำหรับผู้ที่พร้อมเรื่องเอกสารต่างๆ พร้อมกันนี้่ได้ติดต่อขอคุยเรื่องการยื่นเรื่องของ ภิกษุณี 4 รูป ในทริปนี้ ให้เจ้าหน้าที่ พนักงาน(2),(3) งงละสิคราวนี้ข้อมูลไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเคยทำปกติก็รับเรื่องวีซ่าพระ แต่นี่ ภิกษุณี เอาละสิโว้ยปวดหัวทั้งคนเข้าไปสอบถาม ทั้งเจ้าหน้าที่ ....

เอาอย่างนี้พี่ หนู(พนักงาน2)จะรับเรื่องของพี่ไว้ และแจ้งไปยังสถานทูตก่อนนะว่า พี่จะต้องเตรียมเอกสารอย่างไร แล้วเราจะโทรหาพี่ (มีความหวัง) 3 วันให้หลัง โทรมาบอกรายละเอียดทางโทรศัพท์ ว่าต้องเตรียมเอกสาร(เพิ่มเติม)ดังนี้

  1. หนังสือรับรองตัวตนของภิกษุณี ออกโดยทางวัด
  2. หนังสือรับรองว่าจะเดินทางไปเที่ยวอย่างเดียว ไม่ไปทำกิจกรรมทางศาสนาใดๆ ออกโดยทางวัด
  3. หนังสือรับรองว่าจะเดินทางไปเที่ยวอย่างเดียว ไม่ไปทำกิจกรรมทางศาสนาใดๆ ออกโดยบริษัทฯ ทัวร์
  4. หลักฐานการเงินทางวัด

ว่าแล้วเรื่องนี้ก็ถึงวัด แล้วเอกสารต่างตามที่ศูนย์บริการขอวีซ่า ร้องขอก็จัดเตรียมมาให้อย่างไม่รีรอ จนได้ไปยื่นเอกสาร ปรากฏว่าต้องกลับมาแก้ใหม่อีก 2 รอบเพราะข้อความไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วน เป็นอันว่าเอกสารได้เดินทางไปถึงมือ ท่านทูต หลังจากนั้นก็ได้รับแจ้งว่าให้มารับวีซ่าของพระภิกษุณีได้แล้วนะ เฮ้อ... โลงอกเลย วีซ่าได้ 12 วัน ตามโปรแกรมเปะเลย ไม่เหลือเผื่อไฟท์ดีเลย์เลย ..(ใจร้าย)

เส้นทางสายไหม มี สว. นั่งรถเข็นเพิ่ม เป็น 3 ท่าน

ได้รับแจ้งว่า หลวงแม่ท่านเดินเหิร นานๆ ก็ไม่ไหว ด้วยวัย 74 แล้วต้องนั่งรถเข็น แต่มีผู้ติดตามคอยดูแล ป้าเล็ก (ตัวเล็กสมชื่อ) มากับหลาน(คุณพลอย) ติดตามดูแล และอีกท่าน พี่สุนทรี หัวเขาไม่ค่อยดีเนื่องด้วยเป็นคนรูปร่างเจ้าเนื้อน้ำหนักลงหัวเขาจะเจ็บบ้างในตอนเดิน เอารถเข็นไปด้วย 2 ท่าน ยกเว้นพี่สุนทรีตอนแรกคิดว่าไหว มาขอเพิ่มที่หลัง ประเด็นนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงสามารถเดินทางกันได้ในสไตล์การออกแบบโปรแกรมทัวร์ของเรา

เส้นทางสายไหม ต้องพกกระติกน้ำร้อนไปด้วย

แม้คอนเซปต์นี้ดีจริงๆ ก่อนการเดินทางผมพยายามจะจัดเตรียมทำอย่างไรให้ทุกคนที่เดินทางสามารถมีน้ำดื่มที่ร้อนๆ ชงชา กาแฟ ได้คลายหนาวในสภาพอากาศอุณหภูมิที่เช็คล่วงหน้า -3 ถึง 16 องศา และหล้วทุกคนก็เป็นห่วงเรื่องนี้ของตัวเองก็เตรียมกันไปอย่างพร้อมเพรียง และต้องบอกเลยว่า มันไม่ยุ่งยากเลยสำหรับการหาน้ำร้อนเติม ในระหว่างการเดินทาง ทั้งในห้องอาหาร ทั้งในปั๊ม ศูนย์พักรถต่างๆ มีแทบทุกแห่ง พร้อมด้วยการชงชา กาแฟ กันได้ตลอดการเดินทาง อันนี้ดีๆๆๆๆ...

เส้นทางสายไหม เรื่องอาหารลูกทัวร์ พระ 4 มังสาวิรัต 6 ปกติ 17 ท่าน โจทย์ใหญ่?

ประเด็นเรื่องจัดเตรียมอาหารมันมีเงื่อนไขว่า พระ 4 รูป นั่งแยกโต๊ะพิเศษทานมังสวิรัติ ตอนกลางวันฉันท์ก่อน 11.30 น.(เวลาไทยหรือจีน?ไกด์จีนถาม) ตอนเย็นฉันท์น้ำปานะหรือบางวันพาเข้าโรงแรมก่อนแล้วส่วนที่เหลือไปทานอาหารค่ำกัน, 6 ท่านทานมังสวิรัติ,17 ท่านทานปกติ ประเด็นนี้คือว่าเราเดินทางไปในเส้นทางนี้ยอมหาร้านภัตตาคารที่เมาะสมที่ทำมังสวิรัติได้คงยากดังนั้นจึงสั่งให้ภัตตาคารทำเมนูขึ้นมาพิเศษ โดยไกด์จีนจะต้องคอนโทรลแจ้งให้ทำตามที่เราต้องการ ก็ไม่มีปัญหามากมายนัดแม้บางครั้งจะต้องย้ำแล้วย้ำอีก 

เริ่มเดินทางกันได้แล้ว ด้วยน้ำหนักกระเป๋าไม่เกิน 20 โล คนละ 1 ใบ ลูกค้าน่ารักสุดๆ 

สายการบินที่เราเลือกและลงตัวสำหรับในทริปนี้คือสายการบินจีน China Southern Airlines ที่ลงตัวที่สุดทั้งเส้นทาง / เวลา / ราคา

วันที่ 1 กรุงเทพฯ - ซีอาน (ฉางอาน)
คณะออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการ China Southern Airlines โดยแวะที่สนามบินกวางเจา มีอาหารสริฟบนเครื่องแบบสไตล์จีน เมืองมาถึงสนามบินกวางเจาเราแวะเปลี่ยนเครื่องโดยเราบินจากสุวรรณภูมิไปลงเทอมินอลอินเตอร์ของกวางเจา (A) ซึ่งกระเป๋าเรา check through ไปยังสนามบินซีอาน เราพร้อมกระเป๋าสัมภาระถือขึ้นเครื่อง เดินทางเข้าอาคารเพื่อ Transfer ไปยังเทอมินอลภายในประเทศ (ฺB) ก่อนไปยังอาคารนี้เราต้องตีลงตราวีซ่าเข้าประเทศกันก่อน และทีขั้นตอนตรวจเอ็กซ์เรย์ 3 ครั้ง และ power bank ที่ออกจากไทยได้ไม่เกิน 32000 Amh พอไปถึงที่เมืองจีนของไกด์พกไป 30000 Amh ยี่ห้อ yooboa จีนโดนยึดไปสะงั้น กฏเกณฑ์ก็คือว่า "ผู้โดยสาร 1 คน สามารถนำ Power bank  ขึ้นได้ไม่จำกัดจำนวนชิ้น แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 20,000 mAh " การเดินทางเปลี่ยนเทอมินัลไกลนะครับ ต้องนั่งรถมินิทรานเฟอร์ ข้ามเทอมินอลกันเลยละครับ ขาไปเรามีเวลาค่อนข้างเยอะร่วมๆ 4 ชั่วโมง แต่ขากลับเรามีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงอันนี้เลยต้องเตี๋ยมกับลูกค้าว่าขากลับต้องไวกันเข้าไว้นะครับ 

บินจากสุวรรณภูมิ ไป กวางเจา

จากนั้นเดินทางต่อสู่สนามบินซีอาน ถึงเป้าหมายของเรา ก็เย็นแล้ว 19.00 น. ไปถึงสนามบินไกด์มารอรับประตูทางออก เดินทางไปยังรถบัสไกลเลย อากาศหนาวละสิ ลานจอดรถบัสเขาทำเสียใหญ่โตมาก เดินไกลหน่อยแต่อากาศหนาวก็ไม่เป็นอุปสรรคครับ ไปกินข้าวที่ภัตตาคาร + พร้อมดูโชว์ กันก่อนเข้าที่พัก คืนนี้เรานอนที่เมือง ซีอาน ( นอน 2 คืนด้วยกัน)

บินจาก สนามบินกวางเจา สู่ สนามบินซีอาน

วันที่ 2 เส้นทางสายไหม เที่ยวเมือซีอาน เจดีย์ห่านป่าใหญ่ – สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้– กำแพงเมืองจีนโบราณ

เช้าวันนี้เราเดินทางเยี่ยมชม เจดีย์ห่านป่าใหญ่ นำท่านนมัสการ พระถั๋งซำจั๋ง ที่วัดต้าฉือเอินซื่อ (กตัญญุตาราม) มีเจเดีย์ต้าเอี้ยนถ่า(ห่านป่าใหญ่) Dayan Ta เป็นสัญลักษณ์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน พระถั๋งซำจั๋ง ได้ทูลขอจักรพรรดิถงเกาจง ให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 652 เพื่อเป็นที่จำพรรษา และแปลพระไตรปิฎก ที่ท่านได้อัญเชิญมาจากชมพูทวีป ประเทศอินเดีย ซึ่งที่ตั้งวัดนี้ไม่ไกลอยู่ในตัวเมือง บริเวณด้านหน้าและด้านข้างวัด ได้สร้างอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์ช้อปิ้งค์ต่างๆ ดูเหมือนจะประสบปัญหาการขาดทุน เลยถูกปิด เราลงจากรถบัสบริเวณด้านหน้า แล้วก็เดินข้ามถนนจะเห็นรูปปั้นท่านพระถังซำจั๋งโดเด่นอยู่ด้านหน้าเลย 

ที่ตั้ง: Yanta W Rd, XiaoZhai ShangYeJie, Yanta Qu, Xian Shi, จีน

เจดีย์ห่านป่าใหญ่

บริเวณด้านในหลังจากผ่านประตูทางเข้าโดยซื้อตั๋วค่าผ่านประตู ท่านละ 50 หยวนสำหรับบุคคลทั่วไป ประวัติคร่าวๆของ เจดีย์ต้าเอี่ยนถ่า ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน โดยอยู่บนถนนเอี้่ยนถ่าลู่ ซึ่งเป็นถนนที่ตัดตรงจากเขตกำแพงเมืองชั้นในลงมา จะแลเห็นองค์เจดีย์เด่นเป็นสง่าสะดุดสายตา องค์เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๖๕๒ ในรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง (TANG KAO ZHONG)
โดยก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. ๖๔๘ ในรัชสมัยจักรพรรดิถังไท้จง (TANG TAI ZHONG) พระราชโอรส เจ้าชายหลี่จื้อ (จักรพรรดิถังเกาจงในเวลาต่อมา ทรงครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในปี ค.ศ. ๖๕๐) ได้สร้างวัดต้าสือเอินซื่อ (TA SI EN SI) (วัดกตัญญุตาราม) นี้ขึ้นก่อน เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณของพระราชมารดา คือ เหวินเต๋อหวงโฮ่ว จากนั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นตามคำขอของพระถังซำจั๋ง ในบริเวณวัดดังกล่าว องค์เจดีย์มีรูปแบบเรียบง่าย ในศิลปะจีนผสมอินเดีย เดิมนั้นสร้างเพียง ๕ ชั้น แต่เมืองซีอานได้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง จึงได้มีการบูรณะเรื่อยมาและมีการบูรณะใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงปัจจุบันองค์เจดีย์มี ๗ ชั้น สูง ๖๔.๑ เมตร ฐานขององค์เจดีย์วัดจากตะวันออกไปตะวันตกยาว ๔๕.๙ เมตร จากเหนือไปใต้ยาว ๔๘.๘ เมตร

พระถังซำจั๋ง เจดีย์ห่านป่าใหญ่

จากนั้นเราออกเดินทางไปยัง สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ สุสานฉินสื่อหวง (จีนตัวย่อ: 秦始皇兵马俑; จีนตัวเต็ม: 秦始皇兵馬俑; พินอิน: Qínshǐhuáng bīngmǎyǒng ฉินสื่อหวงปิงหมาหย่ง แปลว่า หุ่นทหารและม้าของฉินสื่อหวง) คือ ฮวงซุ้ยของจักรพรรดิจีนฉินสื่อหวงแห่งราชวงศ์ฉิน ตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง ห่างจากเมืองซีอาน มณฑลฉ่านซี ประเทศจีน

สุสานฉินสื่อหวง ได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ชื่อ หยางจื้อฟา ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี
ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม. มีการคาดคะเนว่าอาณาเขตของสุสานฉินสื่อหวงจะมีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. สุสานฉินสื่อหวงได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2530
สุสานฉินสื่อหวงเริ่มก่อสร้างในสมัยฉินสื่อหวง ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล ซึ่งอาณาเขตพื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตร.กม. แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของฉินสื่อหวง ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหาร จำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของฉินสื่อหวง

โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสาน มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย 35 เมตร กว้าง 145 เมตร และ ยาว 170 เมตร สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬารราวกับสนามฟุตบอล สำหรับภายใน ในส่วนที่ก่อสร้างจากหินนั้นยังคงได้รับการปิดผนึกอย่างดีโดยคงสภาพเดิมเอาไว้ และไม่เคยผ่านการขุดและรื้อทำลายมาก่อน โดยโครงสร้างของสุสานดังกล่าว มีรูปแบบโครงสร้างและการจัดสร้างที่มีความสลับซับซ้อน ขนาดของสุสานมีขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของจักรพรรดิจีนผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น

เส้นทางสายไหม เที่ยวสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

การเที่ยวของเราที่สุสานแห่งนี้ เราเริ่มต้นหลังจากผ่านประตูเรียบร้อย เรานำคณะนั่งรถแบตเตอรรี่ ที่ออกแบบดีไซน์มาใช้ในการนำผู้โดยสารจำนวน 8-10 ท่าน เดินทางเข้าไปยังสถานที่ด้านใน ซึ่งหากจะเดินเที่ยวชมไปเรื่อยก็ได้ ถ้ามีเวลามาก แต่คณะ สว. ของเราต้องนั่งครับ เราเดินทางเข้าไปด้านในก็จะมีประตูเช็คตั๋วอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มต้นเข้าชมอาคารหลัก 3 แห่ง 

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เมืองซีอาน

ดู photo gallery: https://photos.app.goo.gl/kkmaExCSCXTJ5rbJ2

ช่วงเย็นเราออกเดินทางกลับเข้ามาในเมืองซีอาน เพื่อมาเที่ยวกำแพงเมืองโบราณ กัน 

กำแพงเมืองโบราณ ซีอาน

ดูรูปภาพ https://photos.app.goo.gl/tzlJzjnvcAhBKleJ3 
กำแพงเมืองโบราณ ได้ถูกสร้างขึ้นอันเกิดแนวคิดจากการกักตุนอาหาร และการสร้างเกราะกำลังที่แข็งแกร่งของกองทัพ ในสมัยราชวงศ์หมิง โดย ฉู หยวน ฉาง ฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์ หมิง กำแพงเมืองแห่งนี้ เป็นกำแพงเมืองที่ความสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจีน และยังเป็นระบบป้องกันกองทัพโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีความสูง 12 เมตร ( 40 ฟุต) ด้านบนสุดมีความกว้าง 12-14 เมตร (40-45 ฟุต) หนา 15-18 เมตร ลึก วัดโดยรอบถึง 13.7 กม. มีป้อมปราการยื่นออกจากตัวกำแพง ทุก ๆ 120 เมตร รวมทั้งสิ้น 98 ป้อม เพื่อป้องกันข้าศึกที่จะปีนขึ้นกำแพง ในแต่ละป้อมจะมีทหารยามประจำอยู่ ด้านข้างของแต่ละป้อมจะมีช่องยิงธนู ด้านนอกกำแพง จะมีส่วนที่ยิ่นออก จำนวน 5,948 จุด เพื่อเป็นช่องไว้สำหรับพุ่งอาวุธไปยังข้าศึกที่เข้าใกล้กำแพง ภายในแต่ละป้อมจะมีลูกกรง เพื่อป้องกันทหารไม่ให้ตกลงมาลงพื้น

วันนี้ก็ถือว่าจบภาระกิจการเดินทางของวันที่สอง โปรดติดตามตอนต่อไป หากชอบบทความกรุณาแชร์ หรือกดไลค์ให้ด้วยนะครับ

 

 

 

  คุณอาจจะสนใจบทความที่ใกล้เคียง?