สถานที่เที่ยวชมแสงโอโรร่า 6 ประเทศ ที่คุณห้ามพลาด

เขียนโดย:ไกด์หมู พาเที่ยว โพสเมื่อ: 1/8/2018 11:45:58 AM  2000


สถานที่เที่ยวชมแสงโอโรร่า 6 ประเทศ ที่คุณห้ามพลาด ต้องบอกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่คุณจะต้องทำใจว่ามันอาจจะคลาดเคลื่อนได้ในช่วงที่คุณเดินทางไปได้ ซึ่งอาจจะมีสภาพอากาศที่ไม่คาดคิดมาบดบังสภาพท้องฟ้าที่ควรจะต้องโล่ง ๆ เคลียร์ ที่เราสมารถจะจับต้องได้ด้วยตาเปล่า และควรจะต้องเตรียมกล้องถ่ายรูปที่มีคุณสมบัติ ในการถ่ายในสภาวะแสงน้อย หรือเปิดรูรับแสงให้มากขึ้นนั้นเอง เพื่อให้ได้แสง ออโรร่าติดมา และอย่าลืม ขาตั้งกล้อง ด้วยจะเป็นการดี เพื่อให้ได้ภาพสวยๆ ไหนๆอุตสาห์ทดหนาวกับสภาพอากาศ  และจากบ้านมาเสียตั้งไกล ก็ต้องวางแผนกันให้ดีครับ เอาละเรามาดูกันว่าในโลกของการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อชมแสงออโรร่านี้ ควรไปที่ไหนดีที่จะไม่พลาดท่า? และเราขอแนะนำให้คุณได้รับข้อมูลเพื่อการวางแผนท่องเที่ยวของคุณ

1.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศไอซ์แลนด์

ต้องบอกเลยว่าคำคุ้นหูที่ได้ยินกันบ่อยๆ กับคำว่า “แสงเหนือไอซ์แลนด์”  เพราะไอซ์แลนด์เป็นประเทศตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่เหล่านักล่าแสงเหนือหรือแสงออโรร่าไม่ควรพลาด ประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและไร้มลพิษแห่งนี้ เป็นเสมือนจุดยุทธศาสตร์ในการชมแสงเหนือคุณสามารถเห็นแสงเหนือไอซ์แลนด์ได้โดยไม่ต้องขับรถไปไกลจากเมืองหลวง Reykjavik หรือใครเลือกที่จะอยู่ชมแสงเหนือในตัวเมืองก็เป็นไปได้ แต่จะไม่ชัดมากนัก เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีแสงสว่างของไฟฟ้าในเมือง ที่ทำให้ความมืดมันน้อยลงในชั้นอากาศ

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศไอซ์แลนด์

นอกจากเมืองหลวง Reykjavik แล้ว ทางตะวันตกของประเทศบริเวณภูเขา Kirkjufell ซึ่งห่างจากตัวเมืองหลวงประมาณ 2 -3 ชั่วโมง ทางตอนเหนือของประเทศบริเวณ Westfjords และทางตอนใต้ของประเทศไอซ์แลนด์บริเวณ JökulsárlönGlacier Lagoon ซึ่งห่างจากตัวเมืองหลวงใช้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ก็ถือเป็นจุดชมแสงเหนือที่สวยงามอีกด้วย แต่จริง ๆ แล้วไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่คุณจะมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้จากในทุก ๆ ที่ถ้าสภาพอากาศและค่า Auroral Activity อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ใครสนใจจะไปชมแสงเหนือไอซ์แลนด์ก็สามารถเช็คพยากรณ์แสงเหนือได้ที่นี่นะครับ Click!

การเดินทางอย่างไร?

การเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่ Keflavik International Airport จากนั้นนั่งแท็กซี่หรือนั่งรถบัส Airport Express เข้าตัวเมือง Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 35-45 นาที สำหรับการเดินทางไปส่วนต่าง ๆ ของประเทศไอซ์แลนด์แนะนำให้เช่ารถขับหรือซื้อทัวร์

ช่วงไหนดี ที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ใน ไอซ์แลนด์?

ระหว่างเดือนกันยายนถึงกลางเดือนเมษายน จะเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด

2. ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศสวีเดน

ประเทศสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศจุดหมายปลายทางสำหรับนักล่าแสงเหนือทางตอนเหนือสุดของประเทศ หรือ Lapland ของประเทศสวีเดนนั้น เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการชมแสงเหนือหรือแสงออโรร่าแบบตระการตา โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบที่สวยงาม สถานที่สำหรับชมแสงเหนือที่มีชื่อเสียงของประเทศสวีเดนมีอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่น Aurora Sky Station สถานีชมแสงเหนือในอุทยานแห่งชาติอบิสโก Abisko National Park ที่นี่คุณจะต้องขึ้นกระเช้าไปยังตัวสถานีด้านบนภูเขา Abisko National Park มีความโดดเด่นในเรื่องท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้มากเป็นพิเศษ

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศสวีเดน

นอกจากนี้ยังมี หมู่บ้าน Porjus หมู่บ้านริมทะเลสาบ Stoma Lulevatten และ หุบเขา Torne ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมน้ำแข็ง Ice Hotel ที่มีชื่อเสียงไว้เป็นตัวเลือกในการชมแสงเหนือที่มีชื่อเสียงอีกด้วยโดยคุณสามารถเช็คพยากรณ์ค่า Auroral Activity ของประเทศสวีเดนได้ที่นี่ Click!

การเดินทางชมแสงออโรร่า ที่สวีเดน

การเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศสวีเดนที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Stockholm Arlanda Airport แล้วใช้บริการสายการบินภายในประเทศจาก Stockholm Arlanda Airport ไปลงที่ Kiruna Airport ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

1) จากตัวเมือง Kirunaไปที่อุทยานแห่งชาติอบิสโก Abisko National Park ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงโดยรถบัส

2) จากตัวเมือง Kirunaไป Jukkasjärvi ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงโดยรถบัส

3) จากตัวเมือง Kirunaไปหมู่บ้าน Porjus ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงครึ่งโดยรถบัส

ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่สวีเดน

ระหว่างเดือนกันยายนถึงปลายเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด

3.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศนอร์เวย์

ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของสวีเดน ที่เป็นจุดชมแสงเหนืออันสวยงามไม่แพ้กัน บริเวณทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ หรือ Lapland เป็นพื้นที่ยอดนิยมในการเดินทางไปชมแสงเหนือ สถานที่ยอดนิยมจะอยู่ที่เมืองทรอมโซ Tromsøเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ตรงกลางของวงแหวนออโรร่า ( Aurora Oval ) บวกกับอากาศที่ดี ไร้มลพิษทำให้มีโอกาสที่จะได้เห็นแสงเหนือค่อนข้างสูงนอกจากเมืองทรอมโซแล้ว อีกที่หนึ่งที่นักล่าแสงเหนือไม่ควรพลาดก็คือ Lofoten Islands หมู่บ้านสวย ๆ ล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเล

 

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศนอรเวย์

นอกจากจะเป็นจุดชมแสงเหนือแบบเอกซ์คลูซีฟแล้ว ยังมีฉากหลังเป็นหมู่บ้านสวย ๆ อีกด้วยใครจะไปชมแสงเหนือฟิน ๆ ที่นอร์เวย์ก็สามารถเช็คพยากรณ์แสงเหนือเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ที่นี่นะครับ Click!

การเดินทางอย่างไร?

การเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Oslo Airport แล้วใช้บริการสายการบินภายในประเทศจากออสโลไปที่สนามบิน Tromsø Airport เพื่อชมแสงเหนือที่เมืองทรอมโซ หรือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Bodø Airport แล้วต่อรถบัสไป Lofoten Islands เพื่อชมแสงเหนือที่ Lofoten Islands

ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่นอรเวย์

ระหว่างช่วงปลายเดือนกันยายนถึงปลายเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด

4.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศฟินแลนด์

อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดสำหรับนักล่าแสงเหนือตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์หรือ Lapland เป็นสถานที่ที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้สูง จุดชมแสงเหนือยอดนิยมของ Lapland ได้แก่ Sodankylä สถานที่ตั้งของ Finland’s National Observatory of Northern Lights ทะเลสาบ Inari

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศฟินแลนด์

หรือ Inari Lake ทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สามของฟินแลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่ต้องปักหมุด รวมถึงอุทยานแห่งชาติ Luosto และ Oulanka ก็เป็นอีกสถานที่ที่ไร้แสงอื่น ๆ รบกวน ทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้แบบฟิน ๆ มากขึ้น
 

การเดินทางอย่างไร เพื่อไปชมแสงออโรร่า ในฟินแลนด์

การเดินทางไปทาง Lapland ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Helsinki Airport แล้วต่อเครื่องบินภายในประเทศไป Lapland Airport ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่ฟินแลนด์

ระหว่างช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนเมษายน จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด

5.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศรัสเซีย

สำหรับคนไทยได้เฮ! ไหลไปเที่ยวดูแสงเหนือที่รัสเซียกันมากเป็นประวัติการณ์ ประเทศหนึ่งเดียวที่เราสามารถไปดูแสงเหนือได้แบบไม่ต้องขอวีซ่าคือประเทศรัสเซีย และแสงเหนือที่นี่ก็สวยงามตระการตาไม่แพ้ที่ไหน ๆ เลย เมืองที่เป็นสถานที่ยอดนิยมคือ Murmansk (เมอร์มานสค์) เมืองทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นเหมือนประตูสู่การชมแสงเหนือของประเทศรัสเซีย นอกจากจะได้ชมแสงเหนือที่สวยงามแล้ว ยังจะได้สัมผัสวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวเมืองรัสเซียที่นี่อีกด้วย

 

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศรัสเซีย

จาก Murmansk (เมอร์มานสค์) ไปทางใต้จะมีเมืองที่เรียกว่า Severodvinsk ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุณสามารถเห็นแสงเหนือได้ชนิดที่คนพื้นเมืองบอกว่าไม่ต้องขับรถออกจากตัวเมืองเลยทีเดียว ใครอยากไปชมแสงเหนือแบบฟิน ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องขอวีซ่า ก็ต้องที่รัสเซียนี่ล่ะ

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศรัสเซีย เมืองเมอร์มานสค์

การเดินทางไปชม แสงเหนือ ที่รัสเซีย เมืองเมอร์มานสค์

การเดินทางไปทาง Murmansk ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่รัสเซียสนามบิน Sheremetyeveo International Airport แล้วต่อเครื่องบินภายในประเทศไป Murmansk Airport ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่รัสเซีย

ระหว่างช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด

6. ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศออสเตรเลีย

นอกจากปรากฎการณ์แสงเหนือแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่คล้าย ๆ กันคือแสงใต้ หรือ Aurora Australia ซึ่งจะปรากฏขึ้นที่ Tasmania รัฐทางตอนใต้ของออสเตรเลียอีกด้วย แสงใต้ที่นี่จะเห็นได้ตลอดปี ถ้าท้องฟ้าปลอดโปร่ง และมีค่า Aurora Activity ที่สูง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายนมักจะเป็นเดือนที่สังเกตเห็นแสงใต้ในรัฐ Tasmania ประเทศออสเตรเลียได้สวยงามและชัดเจนที่สุดจากทุกมุมเลยทีเดียว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจนะคะ เพราะการเดินทางจากประเทศไทยไปรัฐ Tasmania ก็สะดวกสบาย สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่ Hobart International Airport ได้เลย

ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศออสเตรเลีย เมืองโฮบาท

การเดินทางชม ออโรร่า ที่ ออสเตรเลีย

เพราะการเดินทางจากประเทศไทยไปรัฐ Tasmania ก็สะดวกสบาย สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่ Hobart International Airport ได้เลย

ช่วงที่เหมาะสม ในการเที่ยวชม ออโรร่า ที่ ออสเตรเลีย 

ช่วงเดือนกันยายน

สรุปว่า สถานที่เที่ยวชมแสงโอโรร่า 6 ประเทศ ที่คุณห้ามพลาด

ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นการชมในแถบขั้วโลกเหนือ โดยเฉพาะในบริเวณแถบแสกนดิเนเวีย และประเทศใกล้เคียง โดยภาพรวมประเทศเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะท่องเที่ยวชมแสงออโรร่าอย่างเดียว แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยว ที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ที่ทำให้การท่องเที่ยวแถบนี้ได้รับความนิยม และหาประสบการณ์ท่องเที่ยวในกิจกรรมต่างๆ ในประเทศแถบนี้ ส่วนทางด้าน ใต้ ก็จะเป็นเมือง โฮบาท ในเกาะแทสมาเนีย ก็เป็นส่วนที่น่าสนใจ ในการเดินทางในย่านนี้ พร้อมกับเที่ยวเมืองอื่นๆ ควบคู่กันไป สำหรับท่านใดสนใจประเทศไหน ก็เลือกเดินทางกันได้ ตั้งแต่ เดือนกันยายน เป็นต้นไป จน ถึงปลายเดือนมีนาคมกันเลยเชียว